บรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์

   พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในสวนมะม่วงของหมอชีวก ทรงปรารภปัญหาที่หมอชีวกทูลถามแล้วตรัสพระธรรมเทศกนานี้ว่า ผู้เดินถึงทางไกล เป็นต้นเรื่องของหมอชีวก ท่านให้พิสดารแล้วแลในขันธกะ ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระเทวทัต สมคบกับ พระเจ้าอชาตศรัตรูปีนขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ มีจิตคิดชั่ว คิดว่า “เราจะปลงพระชนม์พระศาสดา” จึงกลิ้งศิลาลงยอดภูเขา ๒ ยอด รับเอาศิลานั้นไว้ กะเด็ดแตกออกจากศิลานั้นกระเด็นไปกระทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค ยังพระโลหิตให้ห้อแล้วเวทนากล้าเกิดขึ้น พวกพระภิกษุนำพระศาสดาไปยังมัททกุจฉิ พระศาสดามีพระประสงค์จะเสด็จออกจากมัททกุจฉิแม้นั้นไปยังชีวกัมพวัน ตรัสว่า “พวกเธอจงนำเราไปที่สวนมะม่วงของหมอชีวกนั้น” พวกภิกษุ ได้พาพระผู้มีพระภาคไปยังชีวกัมพวัน หมอชีวกได้ทราบข่าวนั้น จึงไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายยาขนานชงัด เพื่อต้องการชำระแผล พันแผลเสร็จแล้วได้กราบทูลคำนี้กับพระศาสดาว่า “ข้าพระองค์ประกอบยาแก่คน ๆ หนึ่งภายในพระนครพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไปยังสำนักของเขาแล้วจักกลับมา ยาขนานนี้จงคงอยู่โดยทำนองที่ข้าพระองค์พันไว้จนกว่าขาพระองค์จะกลับมา พระเจ้าข้า” หมอชีวกนั้น ไปกระทำกิจที่พึงทำแก่ชายคนนั้นกลับมาในเวลาประตูปิด จึงไม่ทันประตู ครั้งนั้นเขามีความปริวิตกว่า “ตายจริงเราถวายยาขนานชงัด พันแผลที่พระบาทของตถาคตดุจคนทั่วไป (คนใดคนหนึ่ง) ทำกรรมหนักแล้ว เวลานี้เป็นเวลาแก้แผลนั้น เมื่อเรายังไม่แก้แผลนั้น ความเร่าร้อนจักเกิดขึ้นในสรีระของผู้มีพระภาคทั้งคืน” ในขณะนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอานนท์เถระมา รับสั่งว่า “อานนท์หมอชีวกกลับมาในเวลาเย็นไม่ทันประตู ก็เขาคิดว่าในเวลานี้ เป็นเวลาแก้แผลแล้ว เธอจงแก้แผลนั้น “พระเถระแก้แล้วแผลกลับหายสนิทเหมือนสะเก็ดหลุดจากต้นไม้ฉะนั้น หมอชีวกรีบกลับมายังสำนักของพระศาสดาภายในอรุณนั้นเอง ทูลถามว่า “ความเร่าร้อนในพระสรีระของพระองค์เกิดขึ้นหรือหนอแลพระเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “หมอชีวกความเร่าร้อนทั้งปวงของตถาคตแล สงบสงัดแล้วที่คงไม้โพธิ์นั่นแล” เมื่อทรงสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรมตรัสพระคาถานี้ว่า “ความเร่าร้อน ย่อมไม่มีแก่คนผู้เดินถึงทางไกลปราศจากความโศกหลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้” บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ผู้เดินถึงทางไกล ความว่า ผู้มีหนทางอันถึงแล้ว ชื่อว่าทางไกล แม้มีถึง ๒ อย่าง คือ ทางไกลกันดาร ๑ ทางไกล คือ วัฏฏะ ๑ บรรดาทางไกลทั้ง ๒ อย่างนั้นบุคคลผู้เดินทางกันดารต้องเดินทางไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงที่ตนปรารถนา แต่เมื่อถึงทางไกลนั้นแล้ว สัตว์แม้อาศัยวัฏฏะต้องเดินทางไกลไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในวัฏฏะ ถามว่า เพราะเหตุไร? แก้ว่า เพราะวัฏฏะอันตนยังไม่ให้สิ้นไป พระอริยบุคคลทั้งหลาย แม้มีโสดาบันเป็นต้น เป็นผู้ยังต้องเดินทางไกลนั่นเอง ส่วนพระขีณาสพทำวัฏฏะให้สิ้นไปดำรงอยู่แล้ว ชื่อว่าเดินถึงทางไกลแล้ว แก่พระขีณาสพผู้เดินถึงทางไกลแล้วนั้น คำว่า ผู้ปราศจากความโศกความว่า ชื่อว่าผู้ปราศจากความโศก เพราะความโศกซึ่งมีวัฏฏะเป็นมูลไปปราศจากแล้ว คำว่า ผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ความว่า ผู้หลุดพ้นแล้วในธรรม มีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง คำว่า ผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้แล้ว ความว่า ชื่อว่าผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้ เพราะว่าท่านละกิเลสเครื่องร้อยรัดแม้ทั้ง ๔ อย่างได้คำว่า ความเร่าร้อนย่อมไม่มี ความว่า ความเร่าร้อนมี ๒ อย่าง คือ ความเร่าร้อนทางกาย ๑ ทางใจ ๑ บรรดาความเร่าร้อน ๒ อย่างนั้น ความเร่าร้อนทางกายเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพด้วยสามารถความหนาวและร้อนเป็นต้น ยังไม่ดับทีเดียว หมอชีวกถามหมายเอาความเร่าร้อนทางกายนั้น ส่วนพระศาสดา ทรงเปลี่ยนเทศนา ด้วยความสามารถความเร่าร้อนทางใจ เพราะพระองค์เป็นธรรมราชา เพราะพระองค์ฉลาดในวิธีเทศนา ตรัสว่า “ชีวกผู้มีอายุก็ความเร่าร้อน ไม่มีแก่พระขีณาสพผู้เห็นปานนั้นโดยปรมัตถ์” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลมีโสดาปัตติผลเป็นต้นเรื่องหมอชีวกที่ ๑ จบ

ที่มา... จากหนังสือ ธรรมบทและธัมมทัฎฐากถา บาลี-ไทย ภาค ๔ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ หน้า ๑๒๑-๑๒๕ (ลงในหนังสืออนุสรณ์ครบรอบปีที่ ๕๓ โรงพยาบาลสงฆ์ หน้า ๓๗ – กรมการแพทย์ ปี ๒๕๔๗

Find us on Facebook